flure- ยื้อ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

ประวัติเพลงชาติไทย


เพลงชาติไทยแบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ถือเป็น เพลงชาติไทยลำดับที่ 7 ซึ่งประกาศใช้ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย รัฐนิยมฉบับที่ 6 เมื่อ วันที่ 10 ธันวาคม 2482 ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) หรือชื่อเดิม ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) ตั้งแต่ ปี 2475 ประพันธ์เนื้อร้องโดย พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ส่วนที่เหลือ ก่อนหน้านั้นมี เพลงชาติไทย ใช้มาแล้ว 6 เพลง เริ่มต้นระหว่าง ปี 2395 – 2414 ใช้ทำนองเพลง God Save the Queen ในการฝึกทหารของไทยสมัยนั้น ใช้แบบอย่างของประเทศอังกฤษ หมด ดังนั้นเพลง กอด เสฟเดอะควีน (God Save the Queen)จึงใช้เป็นเพลงเกียรติยศ ถวายความเคารพต่อพระ มหากษัตริย์ ใช้สำหรับกองทหารไทยในระหว่างปี พ.ศ. 2395 ถึง 2414 เรียกกันว่า "เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ เป็นเพลงเกียรติยศถวายความเคารพ แด่องค์พระมหากษัตริย์โดยเรียกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ แต่ต่อมาเมื่อ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า เพลงจอมราชจงเจริญ นั่นแหละจึงถือเป็น เพลงชาติลำดับที่ 1 “ความสุขสมบัติทั้งบริวาร เจริญพละ ปฏิภาณผ่องแผ้ว จงยืนพระชน...มาน นับรอบร้อย แฮ มีพระเกียรติเพริศแพร้ว เล่ห์ เพี้ยง จันทร”
ในยุค รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ในปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส เมืองสิงคโปร์ ในขณะนั้นสิงคโปร์ยังเป็นเมืองขึ้น ของประเทศอังกฤษอยู่ กองทหารดุริยางค์ สิงคโปร์ บรรเลงเพลงกอดเสฟเดอะควีน เพื่อถวายความเคารพ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงตระหนักดีว่าประเทศมีความจำเป็น จะต้องมีเพลงชาติที่เป็นของตัวเองขึ้น เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติครั้นเมื่อทรง เสด็จกลับถึงพระนคร จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษา หาเพลงชาต ิที่มีความเป็นไทย มาใช้แทนเพลงกอดเสฟเดอะควีน คณะครูดนตรีไทย ได้เลือก เพลงทรง พระสุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสม เด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น สากลขึ้น โดย เฮวุดเซน (Heutsen) นับเป็น เพลงชาติไทยฉบับที่สอง ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. 2414-2431
เพลงชาติลำดับที่ 3 นั้นเกิดขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 เช่นกัน โดยประพันธ์ทำนองโดย นักประพันธ์ชาวรัสเซีย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) คำร้องเป็นบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่าง ปี 2431 – 2475 ใช้มายาวนานเพราะมี ท่วงทำนองไพเราะ เนื้อหาสมบูรณ์ และทุกวันนี้ก็ใช้อยู่ในนามของ เพลงสรรเสริญพระบารมี นั่นเอง
เพลงชาติลำดับที่ 4 เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน 2475) แล้ว เพลงชาติลำดับนี้เป็นเพลงชาติชั่วคราว (เนื่องจากมีการเตรียมการโดยสังเขปที่จะสร้างเพลงชาติขึ้นมาใหม่ โดยสมาชิกของคณะผู้ก่อการท่านหนึ่งมอบหมายให้ พระเจนดุริยางค์ เป็น ผู้ประพันธ์ แต่ยัง ไม่เสร็จ เลยต้องใช้ทำนองเพลงไทยเดิม คือเพลงมหาชัย ไปพลางก่อน) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการเป็นผู้ ประพันธ์เนื้อร้อง ซึ่งมีเนื้อหาปลุกใจให้คนไทยเกิดความรักชาติ และเกิดความสามัคคี ตลอดจนให้เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

ยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน ธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า

เพลงชาติลำดับนี้ใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่ถึง 1 เดือน ก็เปลี่ยนแปลงไป
: เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ

เพลงชาติลำดับที่ 5 ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม 2475 และประพันธ์เนื้อร้องโดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) บรรเลงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคม 2475 แต่ก็ใช้อยู่เพียงระหว่าง ปี 2475 – 2477 โดยมีเนื้อร้องดังนี้

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราชชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของชาติไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสรเสรี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัย ชโย

กำเนิดของเพลงชาติลำดับที่ 6 นั้น สืบเนื่องมาจากการที่ในปีพุทธศักราช 2477 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน และมีกรรมการท่านอื่นร่วมด้วยดังนี้คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวงชำนาญนิติเกษตร จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาติโดยเฉพาะ ผลการตัดสินปรากฎว่า มีเพลงชาติแบบไทย และแบบสากล อย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของจางวางทั่ว พาทยโกศลที่แต่งขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า “ตระนิมิตร” ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงของ พระเจนดุริยางค์ ที่แต่งไว้แล้ว ในเวลาต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาว่า เพลงชาตินั้นควรจะมีลักษณะ ที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง จึงร่วมกันพิจารณาใหม่ ในที่สุดตกลงว่าให้มีทางสากลเพลงเดียวคือ แบบทำนองสากลของพระเจนดุริยางค์ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ คณะกรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของนายฉันท์ ขำวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา ได้รับรางวัล และตัดสินให้บทร้องของขุนวิจิตรมาตราได้รับรางวัลชนะเลิศ



พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
(พระนามเดิม พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ,ม.จ.ก.,ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม)
หลวงชำนาญนิติเกษตร (อุทัย แสงมณี)
จางวางทั่ว พาทยโกศล
นายมนตรี ตราโมท
นายฉันท์ ขำวิไล

บทร้องที่คณะกรรมการคัดเลือกมีดังนี้
บทของนายฉันท์ ขำวิไล

เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงไทยไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายอยู่มุ่งหมายเชิดชัย ไชโย

บทของขุนวิจิตรมาตรา

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไท ไชโย

ในปีพุทธศักราช 2482 มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย” ทำให้จำต้องแก้ไขบทร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลงชาติไทยขึ้นใหม่ผลการประกวด ปรากฎผู้ชนะได้แก่ นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก และให้ใช้ทำนองขับร้องเพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มีอยู่เดิม (ดังได้กล่าวแล้วในย่อหน้าแรก) กลายเป็นเพลงชาติลำดับที่ 7 (ปัจจุบัน) ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้


“ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย ”

พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปราบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า “ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึงวาระที่ฉันจะต้องเกษียณอายุลาโลกไปแล้ว ขณะใกล้จะขาดอัสสาสะ ขอให้หาจานเสียงเพลงชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อันไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ”

นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)
โน้ตเพลงชาติไทย ปัจจุบัน

- - ด ด- - ม ซ- - - ซ- - ซ ล- - ท ด- - ร ม- - - ม
- - ม ม- - ร ด- - ล ซ- - ล ท- - ด ม- - ด ร- - ด ด
- - - ด- - ด ด- - ด ด- - ม ซ- - - ซ- - ซ ล- - ซ ฟ
- - ล ซ- - - -- - ม -- - - ม- - ฟ ม- - - ร- - - -
- - - ร- - ม ร- - ด ด- - - -- - - ด- - ม ซ- - - ซ
- - ซ ล- - ซ ฟ- - ล ซ- - - -- - - -- - - ซ- - ล ท
- - ซ ร- - - -- - ร ล- - ท ล- - - -- - - ซ- - - ซ
- - ล ซ- - ฟ ร- - - -- - - ฟ- - ล ซ- - ม ด- - - -
- - - ด- - ม ร- - - ร- - ร ล- - - ท- - ล ซ- - - -
- - - -- - ด ด- - ม ซ- - - ซ- - ซ ล- - ท ด- - ร ม
- - - -- - - -- - ร ด- - ล ซ- - ล ท- - ด ม- - ด ร
- - ด ด- - - -- - - -

Read More

Read More

Read More

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

ความพอดี

วันนี้ขอย้อนกลับไปสมัยราชวงศ์ซ้อง

เจ้าเมืองต้องการส่งข่าวด่วนให้แม่ทัพที่ชายแดน แต่เกรงว่าจะไม่ทันการ จึงให้ม้าตัวหนึ่งแก่ผู้นำสาร

ผู้นำสารได้ม้าแล้วก็ตีม้าเต็มเหยียด ส่วนตัวเองวิ่งตามหลังม้า ขุนนางผู้หนึ่งเห็นเข้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงถามว่า "เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ทำไมเจ้าไม่ขี่ม้า"

ผู้นำสารตอบว่า

"วิ่งหกขาก็ต้องเร็วกว่าสี่ขาสิครับ"


สี่ขาเร็วกว่าสองขาก็จริงอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหกขาต้องเร็วกว่าสี่ขา ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ แต่บ่อยครั้งคนเราก็เผลอคิดอย่างนั้น เช่นคิดว่า ยิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งสุขมากเท่านั้น ถ้าเงินแสนทำให้มีความสุข เงินสิบล้านก็ยิ่งทำให้สุโขสโมสรเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีเงินมากมายมหาศาลดังกล่าวกลับจะทำให้สุขน้อยลงกว่าตอนที่มีแค่แสน เพราะไหนจะต้องคอยห่วงกังวลว่าใครจะมาขโมยไป ไหนจะต้องครุ่นคิดว่าจะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนถึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ไหนจะต้องปวดหัวที่ใครต่อใครก็มาขอเงิน ครั้นไม่ให้ก็กลัวจะผิดใจกันแถมยังคิดไม่ตกว่าจะเอาเงินไปซื้อรถยี่ห้อไหน หรือเที่ยวประเทศไหนดี เพราะมีทางเลือกมากมายจนงงไปหมด ฯลฯ


ความสุขนั้นไม่ใช่กราฟเส้นตรงที่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนเงินและทรัพย์ที่มี แต่คล้ายกับกราฟรูประฆังหรือครึ่งวงรี คือตอนที่ไม่มีเงินเลยก็ทุกข์ พอมีเงินก็เริ่มมีความสุข ทีแรกความสุขก็เพิ่มตามจำนวนเงิน แต่ถ้าเลยจุดพอดีไปแล้ว มีเงินเพิ่มขึ้นกลับจะทำให้ความสุขลดลง ถึงตอนนี้ยิ่งมีมากเท่าไร เส้นความสุขก็ยิ่งดิ่งลงมากเท่านั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนรวยล้นฟ้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร แค่จะนอนให้หลับก็ต้องกินยาเป็นกำ ถ้าไม่อยากให้ความสุขลดลง ควรกลับไปหาความพอดี ซึ่งเป็นจุดที่ความสุขพุ่งสูงสุด ความพอดีที่ว่าก็คือชีวิตที่พออยู่พอกิน ไม่ยากจนและไม่ฟุ้งเฟ้อ หากมีความสะดวกสบายพอสมควร

ถ้าสี่ขาคือความเร็วที่เหนือสองขาและหกขา ความพอดีก็คือความสุขที่เหนือความยากไร้และความฟุ้งเฟ้อนั่นเอง

ก่อนจบขอแถมเรื่องเบา ๆ ที่แฝงข้อคิดจากราชวงศ์ซ้องเช่นกัน


ชายคนหนึ่งถือไม้ยาวจะเข้าประตูเมือง ครั้งแรกถือแบบแนวตั้ง แต่เนื่องจากประตูเมืองสูงไม่พอ จึงเข้าไม่ได้ ครั้นเปลี่ยนมาถือแบบแนวนอน ก็ติดอีกเพราะประตูเมืองกว้างไม่พอ

ชายชราคนหนึ่งเห็นเข้า จึงออกความคิดว่า

"ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้รู้ แต่ก็พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ทำไมเธอไม่ตัดไม้ลำนี้เป็นสองท่อนเล่า"

คุณคิดว่า เรื่องนี้แฝงข้อคิด หรือเปรียบเปรยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนเราบ้างหรือไม่ ลองคิดดูเล่น ๆ ก็แล้วกัน ใครนึกออกก็ช่วยเขียนมาบอกบ้าง

Read More

Read More

Read More

วิธีดูแลตัวเองเมื่อต้องเดินตากฝน


วิธีดูแลตัวเองเมื่อต้องเดินตากฝน

มีเคล็ดลับการดูแลตัวเองง่ายๆ มาฝากกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกบ่อยๆ แบบนี้ ส่งผลให้ใครหลายคนเปียกฝนไปตามๆ กัน ขณะที่เพิ่งออกจากที่ทำงานได้ไม่นาน ฝนตกลงมาพอดี และบังเอิญคุณหาที่หลบฝนไม่ทัน หลายคนบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอสักหน่อย แต่ทำอย่างไรได้ฝนตกลงมาพอดี ถ้ารอให้ฝนหยุดก็อาจจะกลับบ้านช้า ก็เลยมีบางครั้งที่ทำให้เราเผลอเดินตากฝนโดยไม่ตั้งใจ ผลที่เกิดขึ้นนอกจากเสื้อผ้าจะเปียกชื้น และร่างกายของคุณหนาวเหน็บแล้ว ยังเป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคผิวหนังอีกด้วย

วิธีการดูแลรักษากรณีเดินลุยฝน
1. เริ่มต้นจากการทำเสื้อผ้าให้แห้งสนิท โดยเร็ว
2. เมื่อกลับถึงบ้านให้คุณรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที เหตุผลก็คือการใส่เสื้อผ้าเปียกๆ ก่อให้เกิดการหมักหมม และอาจกลายเป็นแหล่งเชื้อราโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ และอาจทำให้คุณไม่สบายเป็นหวัด รวมไปถึงเป็นปอดบวมได้อีกด้วย
3. แน่นอนที่ถุงเท้ากับรองเท้าย่อมเปียกฝน เพราะฉะนั้นให้คุณถอดออกทันที และควรเร่งทำให้แห้งแต่โดยเร็ว
4. เราควรเรียนรู้ว่าการปล่อยให้เท้าเปียกชื้นนานๆ ส่งผลให้เท้าซีด และอาจลอกเป็นขุยได้
5. คุณต้องเข้าใจว่าหากปล่อยให้เท้าชื้นนานๆ อาจจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่าย ทั้งนี้ โรคเชื้อราที่พบบ่อยคือ ฮ่องกงฟุต โดยเฉพาะที่บริเวณซอกนิ้วเท้า
6. เมื่อกลับมาถึงบ้าน และเท้ายังเปียกชื้น อันเป็นผลมาจากการย่ำน้ำในซอยของหมู่บ้าน ให้คุณเร่งทำความสะอาดที่เท้าด้วยการฟอกสบู่ จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำสะอาด ต่อมาก็เช็ดเท้าให้แห้ง
7. การใช้แป้งฝุ่นทาที่เท้าหลังทำความสะอาดจะช่วยให้เท้าสบายมากขึ้น

วิธีการดูแลเส้นผม
1. เมื่อกลับมาถึงบ้านให้คุณเร่งทำความสะอาดเส้นผม ด้วยการสระผมด้วยแชมพูสระผมหรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมไปเลย
2. จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณอาจจะต้องใช้แชมพูสระผมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา นั่นเป็นเพราะว่าการที่คุณเดินตากฝนนั้น อาจจะมีเชื้อโรคปะปนมา และการที่คุณไม่ยอมสระผมในค่ำคืนนั้นเลยเส้นผมของคุณอาจเกิดอาการได้รับเชื้อราและรังแคได้ เพราะฉะนั้นให้สระผมหลังจากที่คุณเพิ่งเดินตากฝน
3. ที่สำคัญก็คือคุณไม่ควรนอน ในขณะที่เส้นผมยังเปียกน้ำฝนอยู่

หลักการง่ายๆ ที่กล่าวมานี้จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ไม่ต้องวิตกกังวลกับฝนที่กระหน่ำตกลงมานัก ทว่าวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ก็คือ การหลีกเลี่ยง ไม่เดินตากฝนนั่นเอง

Read More

Read More

Read More

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

GTO คุณครูพันธ์หายาก

เมื่อ 4-5 ปีก่อนนั้น จีทีโอ คุณครูพันธุ์หายาก นั้น ก็จัดว่าเป็นการ์ตูนที่โด่งดังสุดๆในยุคนั้นเลย ถึงขนาดมีละครซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนเรื่องนี้มาฉายในบ้านเรา และก็ได้รับความนิยมจากบรรดาวัยรุ่นหลายๆคน ถึงจะขนาดไปเปรียบเทียบกับละครชุดนิสิตนักศึกษาเรื่องหนึ่งของบ้านเราที่ยังฉายไม่จบซะทีว่า ชอบจีทีโอมากกว่า (ทั้งๆที่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย มันคนละสไตล์กัน) และกระแสความดังของเรื่องนี้ ก็ทำให้บรรดาผู้กำกับละคร(จอมมักง่าย)ของบ้านเรา ก็นำพล็อตจากการ์ตูนเรื่องนี้ไปดัดแปลงเป็นของตนเอง และก็โดนกลุ่มนักวิชาการวิจารณ์ในแง่ลบมาแล้วเช่นกัน จีทีโอ นั้น ก็เป็น คำย่อมาจาก Great Teacher Onizuka ซึ่งก็แน่นอนว่า เรื่องนี้ มี คุณครูหนุ่ม โอนิซึกะ เอคิจิ เป็นตัวดำเนินเรื่องนั่นเอง แต่จริงๆแล้ว โดยพื้นฐานเดิมของโอนิซึกะ ก็เคยเป็นนักเรียนนักเลงที่อยู่แก๊งซิ่ง และ เคยปรากฏในผลงานเก่าของ โทรุ ฟูจิซาวะ อย่าง Bad Company และ คู่คนลุยเลอะ แต่พอมาถึงจีทีโอนั้น ก็พบได้เลยว่า ลายเส้นของผู้แต่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจีทีโอนั้น ก็เป็นเรื่องที่ โอนิซึกะ เอคิจิ ในตอนแรกเริ่มนั้น ก็เป็นคนที่ดำเนินชีวิตไปวันๆ ไม่มีจุดหมายในชีวิต แต่ก็มีเหตุการณ์ซึ่งเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเขา เมื่อเขาเห็น อาจารย์คนหนึ่งกำลังเดินใกล้ชิดกับนักเรียนสาวม.ปลายคนหนึ่ง ทำให้โอนิซึกะตัดสินใจที่ทำอาชีพเป็นครู เพื่อหวังจะมีนักเรียนสาวๆมาเป็นแฟน และในที่สุดก็มาลงเอยที่โรงเรียนคิซึโชที่มี อ.เรียวโกะ ซากุไร เป็นผอ. ซึ่งประทับใจท่าทางของโอนิซึกะมาก และเห็นความหวังที่จะให้โอนิซึกะช่วยจัดระเบียบของเหล่าลูกศิษย์ที่มีปัญหาทั้งหลาย และแล้วโอนิซึกะก็ได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นของ "อดีต 2/4"(ปัจจุบัน 3/4) ซึ่งรวบรวมแต่เด็กที่มีปัญหา ที่มีปัญหานั้นก็เพราะเหตุการณ์ๆหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขานั้นเปลี่ยนไป แถมเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กม.ต้น ซึ่งผิดไปจากที่เขาหวังไว้ แล้วโอนิซึกะจะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกศิษย์แต่ละคนของเขาได้หรือไม่ สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ และ คิดจะหามาอ่านจริงๆ นั้น ก็ขอให้ทำใจกับสิ่งที่เรื่องนี้ได้นำเสนอไป คืออ่านแล้วอย่าพยายามมองว่า เรื่องนี้มีแต่มุขตลกที่ค่อนข้างจะเจ็บตัว สองแง่สองง่าม รุนแรง เพราะจริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ได้ส่องสะท้อนถึงสังคมปัจจุบันของญี่ปุ่นโดยตรง อ่านๆไปก็คล้ายๆกับสภาพสังคมในบ้านเราโดยเฉพาะในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีสิ่งที่คล้ายกันก็คือ ที่เป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ไม่ค่อยจะมีเวลาดูแลลูก จนต้องต้องหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ เพื่อน และเพื่อนนั้นก็มีผลในการดำเนินชีวิตของเรา ถ้าคบเพื่อนที่ไม่ดี อาจทำให้เราต้องมั่วสุมกับยาเสพย์ติด อบายมุขทั้งหลาย หรือบางทีอาจโดนหลอกให้ไปขายตัวหรือถูกกระทำทางเพศ และอีกอย่างสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูง จนทำให้คนที่แพ้อาจต้องโดนดูถูก อับอาย หรือเลวร้ายที่สุดก็คือฆ่าตัวตาย ซึ่งในสังคมญี่ปุ่นนั้นมีทั้งหมด และในเมื่อหาใครเป็นที่พึ่งไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่มาเป็นที่พึ่งได้ก็คือคนที่เข้าใจในตัวเราและยอมรับในตัวเรา ซึ่งในเรื่องนี้ก็บ่งบอกไว้ชัดเจนว่า เป็นโอนิซึกะ ซึ่งสามารถเอาเด็กที่มีปัญหาเหล่านั้นได้อยู่หมัด เอาชนะใจเด็กได้ และเด็กๆก็ยอมรับในเขา ในแง่ลายเส้นนั้น ลายเส้นก็ดูดี ให้รายละเอียดดีมาก วาดผู้หญิงได้Xมากๆ ดูแล้วใช่เด็กม.ต้นจริงหรือเปล่า(ฮา) ส่วนพล็อตนั้นก็ทำได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการผูกปมของตัวละคร โดยเฉพาะเหล่าลูกศิษย์เจ้าปัญหาของโอนิซึกะให้เห็นถึง ปม ที่มาที่ไป และ มุมมองปัญหาของลูกศิษย์วัยรุ่นของโอนิซึกะได้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โยชิโตะ คิคุจิ หนุ่มอัจฉริยะสมองกล มุราอิ คุนิโอะ ที่มีคุณแม่ยังสาว โยชิคาวะ โนบุรุ เด็กหนุ่มที่ขาดความกล้า โนมุระ โทโมโกะ หรือ หนูซื่อบื้อที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง และ ชอบทำอะไรผิดพลาดจนน่ารำคาญ คันซากิ อุรุมิ เด็กสาวอัจฉริยะ แต่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณพ่อตัวจริงที่ให้กำเนิดเขา ไอซาวะ มิยาบิ สาวเย็นชาที่คอยหาเรื่องโอนิซึกะ แต่อีกด้าน เขาก็มีปัญหาด้านครอบครัว และ ครูประจำชั้นคนก่อนที่เป็นสาเหตุให้เพื่อนเธอถูกไล่ออก เป็นต้น และ โอนิซึกะ ก็ใช้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนใครมาจัดการกับเหล่านักเรียนเจ้าปัญหาให้พวกเขามีความสุข และใช้ชีวิตที่ถูกต้อง นอกจากโอนิซึกะ จะต้องแก้ปัญหากับเหล่านักเรียนของเขา แต่เขาจะต้องแก้ปัญหาให้กับเหล่าอาจารย์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อ.ฟุยุซึกิ อาซึสะ ที่หน่อมแน้มเกินกว่าจะเป็นครู แถมโดนลูกศิษย์แกล้งบ่อย อ.เทชิงาวาระ ซึงุรุ อาจารย์คณิตศาสตร์ผู้แอบหลงรักอ.ฟุยุซึกิแบบสุดขั้ว แถมมีความหลังฝังใจกับครอบครัวตัวเอง และ อ.อุจิยามาดะ ฮิโรชิ รองอาจารย์ใหญ่ที่เห็นชื่อเสียง และ เรื่องของตนเองดีกว่าส่วนรวม เป็นต้น ตัวเนื้อเรื่องถือว่าทำได้เยี่ยมตรงที่มีการผูกเรื่องให้ชวนติดตามว่า ความลับของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร เหตุการณ์ที่ทำให้ห้อง2/4เปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร แล้วโอนิซึกะจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร รวมทั้งมุขตลกที่สอดแทรก เหตุการณ์ที่ทำให้ชวนอมยิ้มด้วยทำให้คลายเครียดได้มาก แม้ว่าหลายมุขนั้นอาจไม่เหมาะสมกับผู้อ่านบางกลุ่ม และฉากสะท้อนสังคมก็ทำได้ไม่มีที่ติ แต่ก็มีจุดผิดพลาดอย่างมหันต์ คือ อ่านมาจนจบ25เล่ม ก็มีอยู่บางจุดที่ผู้แต่งยังไม่ได้เฉลย ปล่อยให้ค้างคา โดยเฉพาะ ปัญหาของ วาคุอิ มายุ แล้วตกลงว่ามายุเขามีปัญหาอะไรกับครอบครัวเหรอ? บอกให้เคลียร์ๆหน่อย และ การ์ตูนเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีตัวละครเยอะเหมือนกัน จนทำให้ตัวละครบางตัวที่มีบทเด่นตั้งแต่ช่วงแรกๆนั้น กลับไม่ค่อยมีบทบาทในช่วงหลังๆเลย รวมถึง การกระทำ การแสดงออกของตัวการ์ตูน โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาแต่ละอย่างของโอนิซึกะ อาจดูไม่เหมาะสมนักสำหรับคนที่เป็นครู หรือการกระทำบางอย่างที่เกินจริงของตัวละครในเรื่อง เวลาอ่านก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยก็จะดีมาก

Read More

Read More

Read More

สมุทรสาคร-มหาสารคาม

google maps


ดู แผนที่จาก google ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า